ตอนที่ 33 เงินตามน้ำ

posted on 27 Sep 2012 12:07 by doctormang directory Diary, Idea

ตอนที่  33 เงินตามน้ำ

               
                เรื่องนี้ผมคิดอยู่นานว่าควรเขียนดีหรือไม่  แต่คิดว่าเขียนเพื่อการเรียนรู้คงมีประโยชน์ต่อคนอ่านบ้าง

                ตอนที่ผมเริ่มใช้ทุนที่ทหารเรือ  และได้ติดยศเป็นเรือโท ช่วงต้นปีเป็นช่วงที่มีการเกณฑ์ทหารทั้งประเทศ   ผมต้องไปเป็นแพทย์ตรวจคนที่มาเกณฑ์ทหาร   ตอนนั้นมีแพทย์ 2 คนต่อหนึ่งทีม   ทีมผมมีหัวหน้าทีมเป็นพันโทและนายทหาร  5 คน เป็นทหารประทวน 20 คน  หมอที่ร่วมทีมกับผมเป็นหมอรุ่นพี่ที่อยู่ รพ. ต่างจังหวัด ทีมผมต้องมาตรวจการเกณฑ์ทหารที่จังหวัดระยอง  ก่อนที่จะมามีหมอรุ่นพี่ที่เคยมา บอกว่าปีที่แล้วที่เค้ามาได้รถมือสองหนึ่งคันแล้วบอกว่ามาเดี๋ยวก็รู้เอง  วันแรกที่มาระยอง  ผมชอบจังหวัดนี้มาก  อากาศดีมีทั้งเขาและทะเล  เราพักโรงแรมเล็กๆ ในตัวเมือง  ผมพักกับจ่าเสนารักษ์ด้วยกันเป็นห้องพัดลม  ไม่ใช่ห้องแอร์เพราะราคาถูกหน่อยเพราะมีงบค่าที่พักที่ได้ไม่มาก   จำได้ว่าโรงแรมอยู่ใกล้หอนาฬิกากลาง   และมีโรงหนังอยู่ใกล้ๆ   คืนวันแรกมีการประชุมหัวหน้าทีม   สัสดีที่มาด้วยกันบอกว่ามีคนที่ถูกเกณฑ์มาตรวจคัดเลือกไม่อยากเป็นทหาร  ได้ให้เงินเพื่อไม่ต้องเป็นทหาร   ทางสัสดีจะจัดการกันให้เอง   แต่ให้ทีมเกณฑ์ทำตามที่สัสดีจัดมา  เมื่อเสร็จงานก็นำส่วนแบ่งมาให้ทุกคน   หลังจากงานวันแรก  คืนนั้นก็มีคนนำเงินมาให้ผม 5,000 บาท  เราต้องไปอีก 5 อำเภอ   แต่ละแห่งก็จะได้ส่วนแบ่งตามจำนวนคนที่ไม่ต้องการเป็นทหาร     การทำเช่นนี้ถือว่าไม่ถูกต้องเป็นการสนับสนุนให้มีการหนีทหารกันแต่จะเล่าเป็นประวัติเท่านั้น   วันนั้นผมก็ย้ายห้องไปอยู่ห้องแอร์และลูกน้องก็ไปอยู่ห้องแอร์คนละห้อง  เพราะห้องเก่านอนแล้วร้อนมาก    ตอนนั้นได้เงินมาจ่ายค่าห้องได้สบายมาก

                หลังจากงานที่ระยองผมกลับมาพร้อมกับเงินประมาณ 40,000บาท  ให้แม่ไว้ 10,000บาท  ที่เหลือใช้แต่งร้านคลินิกส่วนตัวที่ผมทำจนถึงปัจจุบัน  ผมขอขอบคุณคนระยองและจังหวัดระยองมาที่นี้ด้วย  เพราะทำให้ผมมีฐานะที่ดีในปัจจุบัน     ทำให้ปัจจุบันผมคิดจะซื้อบ้านพักที่ระยองจะได้มีโอกาสนำเงินที่ได้มาในช่วงนั้นมาใช้จ่ายคืนให้แก่คนระยอง     เป็นการทดแทนการที่ผมกระทำผิดในช่วงนั้น    หวังว่าคนระยองคงให้อภัยนะครับ

 

ตอนที่ 32  เป็นแพทย์ฝึกหัดดีเด่น

                หลังจากเป็นแพทย์ฝึกหัดครบ 1 ปี  ผมสมัครใช้ทุนแพทย์ต่อที่กรมแพทย์ทหารเรือต่อเลย  ต้องใช้ทุนต่ออีก 2 ปี   ผมสมัครอยู่แผนกสูตินารี  ช่วงนี้เริ่มได้รับเงินเดือนครั้งแรก  เท่าที่จำได้เงินเดือนประมาณ 3,500 บาท สามพันห้าร้อยบาทนะครับ  ตกวันละ ร้อยกว่าบาท เงินเดือนเดือนแรกผมให้แม่หมด  แต่ขอค่าอาหารมา 500 บาท   ตอนจบแพทย์ฝึกหัด  มีการคัดเลือกแพทย์ฝึกหัดดีเด่น   เลือกโดนเพื่อนๆ และรุ่นพี่  ผมได้รับเลือกให้เป็นแพทย์ดีเด่น  รุ่นผมที่เป็นแพทย์ฝึกหัดส่วนมากออกไปใช้ทุนที่กระทรวงสาธารณสุข  มีแพทย์มาใช้ทุนที่โรงพยาบาลทหารเรือ 12 คน  ในจำนวนนี้ตอนนี้เป็นพลเรือตรี 2 คนแล้ว  ผมเองขอติดยศเป็นเรือโท   จนตอนหลังลาออกจึงมียศติดมาจนปัจจุบัน  ผมเองมีความภูมิใจในเลือดทหารเรือมากและดีใจที่ได้รับราชการที่กองทัพเรือมาระยะหนึ่ง   ไปงานไหนถ้ามีการร้องเพลงกันผมต้องร้องเพลงวอร์ดนาวี โชว์ทุกครั้ง
"  ทะเลนั้นเป็น  เหมือนถิ่นของเรา  "

ตอนที่  31  โดนผู้อำนวยการตำหนิ - ชม

                ตอนที่ผมฝึกอยู่แผนกศัลยกรรม  เป็นแผนกที่ผมไม่ค่อยชอบที่สุดตั้งแต่ตอนเรียน   เพราะคนไข้ที่มาส่วนมากมีแต่อุบัติเหตุ การหมุนเวียนคนไข้ค่อนข้างเร็ว หายก็เร็ว   เสียชีวิตก็เร็ว ทำให้บางครั้งยังไม่ได้ถามประวัติคนไข้เลย   คนไข้ก็ไปแล้ว  กลับบ้านหรือไปสวรรค์   ทำให้ความสัมพันธ์ของแพทย์กับคนไข้แผนกศัลย์อาจน้อยกว่าแผนกอื่น   มีครั้งหนึ่งผมถูกผู้อำนวยการ อาจารย์ สรวุธ   เรียกไปพบเพราะพบว่าไม่ได้เขียนประวัติคนไข้รายหนึ่ง  ซึ่งถูกทำร้ายร่างกายมาและได้รับการผ่าตัดแต่เสียชีวิต   ทางโรงพยาบาลต้องส่งรายละเอียดให้ทางตำรวจ  แต่ในประวัติไม่มีรายละเอียด  ผมเองรับผิดชอบดูแลตึกนี้  แต่วันที่คนไข้มาผมไม่ได้อยู่เวร   เลยไม่ได้เห็นคนไข้  และคนไข้ก็เสียชีวิตหลังผ่าตัด   ทำให้ผมไม่มีโอกาสซักประวัติคนไข้   ส่วนรายละเอียดการผ่าตัดหมอที่ผ่าตัดก็ไม่ได้ลงไว้  ผมเลยโดนตำหนิไปเต็มๆ  เพราะเป็นหน้าที่ที่เราต้องลงรายละเอียดการรักษาคนไข้ไว้ทุกราย   ดังนั้นหมอใหม่ๆ ต้องลงรายละเอียดการรักษาให้ดี  เพื่อเป็นการวางแนวการรักษาและแสดงความสนใจต่อการรักษา   ผมโดนตำหนิครั้งนั้นทำให้ผมเริ่มรอบคอบขึ้น  

                 อาทิตย์ต่อมาขณะที่ผมอยู่เวรห้องฉุกเฉิน  ตอนเที่ยงคืนมีคนไข้ผู้ชายวัยรุ่นถูกทำร้ายร่างกายมา  มีอาการหายใจลำบาก  ส่ง x-ray พบของเหลวในช่องปอด  เข้าได้กับเลือดออกในปอด  คนไข้หายใจลำบากเพราะเลือดในเยื้อหุ้มปอดดันปอดให้เล็กลง   ช่วงนั้นผมตามแพทย์รุ่นพี่ไม่ได้  ผมเลยทำการเจาะปอดเองเลย   ซึ่งก็ได้เลือดออกมาเป็นลิตร คนไข้ก็เริ่มหายใจดีขึ้น   หลังจากนั้นญาติคนไข้ขอย้ายไป  โรงพยาบาลกรุงเทพ  ผมเห็นว่าคงปลอดภัยที่จะย้ายได้เลยช่วยดำเนินการให้   อีก 2-3 วัน  ผมถูกผู้อำนวยการเรียกไปพบอีก  ใจผมตอนนั้นคิดว่า  โดนอีกแล้ว  แต่ครั้งนี้ท่านเรียกไปชมว่าญาติคนไข้ที่ผมช่วยคนนั้นมาโรงพยาบาล  และมีจดหมายชมโรงพยาบาลที่ช่วยคนไข้รายนี้ไว้แบบการรักษาฉุกเฉินทันท่วงที  อาจารย์เลยเรียกผมมาชม   และญาติได้ฝากขนมมาให้ผมด้วย    ดังนั้นหมอใหม่ๆ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน  ต้องกล้าตัดสินใจแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่หวังช่วยคนไข้และมีความสามารถที่เราทำได้   ถ้าเป็นไปได้พยายามตามแพทย์ที่มีความชำนาญมาช่วย แต่ถ้าฉุกเฉินจริงๆ ก็ต้องช่วยไว้ก่อนเพื่อชีวิตคนไข้

ตอนที่ 30 จีบแฟนด้วยขนมห่อละ 5 บาท

                ตอนช่วงเป็นแพทย์ฝึกหัดนั้นยังไม่มีเงินเดือนให้  แต่ได้ค่าอยู่เวรและค่าช่วยผ่าตัด  เดือนหนึ่ง 2,000-3,000บาท   ดังนั้นผมเองเงินเก็บก็ไม่มี   เงินทางบ้านก็ไม่ได้ขอมาใช้  เพราะที่บ้านมีน้องอีกหลายคน  ผมจึงใช้เฉพาะเงินพิเศษที่ได้มา เดือนละ 2,000-3,000 บาทนี้  

                ช่วงตอนปลายปีของการฝึกงาน  ผมมาฝึกที่ตึกคลอด  ซึ่งช่วงฝึกแผนกสูตินารีนี้  เป็นแผนกที่ผมชอบที่สุด  เพราะคนไข้หลังจากคลอดแล้วมีแต่ความสุข  ทำให้หมอมีความสุขไปด้วย   ช่วงที่ผมอยู่ตึกคลอดนี้เอง   นักเรียนพยาบาลที่ผมเจอที่ตึกเด็กที่ตาชั้นเดียวคนนั้นก็มาฝึกงานที่ตึกนี้พอดีและเธอกำลังจะเรียนจบ  ใจผมจึงคิดว่าเราจีบคนนีัได้แล้วนะเพราะเค้าจะจบแล้ว  ไม่ผิดกฏที่ห้ามจีบเด็กนักเรียน  แต่อีกข้อหนึ่งคือเค้ามีเจ้าของหรือยัง?  ผมลองแอบถามเพื่อนเค้าดู  ปรากฏว่ายังไม่มี! ลงล็อคเลยเราลองจีบดูดีกว่า!!   

                ตอนนั้นการอยู่ตึกคลอดต้องอยู่เวรตลอด 24 ชั่วโมง  เย็นไหนที่เค้าต้องอยู่เวรดึกผมจะซื้อขนมหน้าโรงพยาบาลเป็นพวกขนมหวาน  ขนนชั้น ขนมหม้อแกง  ห่อละ 5 บาท มาฝากเค้ากับเพื่อนอีก 3 คนที่อยู่เวรด้วยกัน  ครั้งละตก 20 บาท  บางวันไม่อยู่เวรก็ไม่ได้ซื้อมาให้  ตกเดือนละ 500-600 บาท  บางครั้งก็ซื้อเป็นเกี้ยว  บะหมี่มาให้ โธ่...เรามันเงินน้อยก็จีบแบบพอเพียงสมกับฐานะเรา   ผมใช้วิธีนี้จนเธอจบจากตึกคลอด  ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจจนได้แต่งงานกัน :)

                เมื่อหลังแต่งงานกัน   เธอบอกผมว่าขนมที่ผมซื้อมาให้เธอสมัยนั้น  เธอไม่เคยกินเลยเอาไปให้คนงานกินหมด  เพราะแม่เธอสอนไว้ว่าอย่ากินของคนแปลกหน้า เค้าอาจใส่ยาเสน่ห์ให้กินก็ได้   ผมคิดในใจแหม..ขนาดเธอไม่เคยกินขนมที่ผมซื้อมาให้นะ  แค่ดมกลิ่นขนมที่ผมซื้อมาก็โดนเสน่ห์ผมเต็มแรงแล้ว

ตอนที่ 29 เศร้าใจกับการเสียคนไข้


                ชีวิตการเป็นหมอนั้นต้องพบกับการที่เห็นคนไข้ในสภาพที่ใกล้กับความตายทุกขณะ   บางครั้งเราอยากช่วยยื้อชีวิตคนไข้ไว้   แต่ก็ช่วยไม่ได้   ดังนั้นคนที่จะมาเป็นหมอนั้นต้องเข้าใจใน  ความเกิด  ความแก่  ความเจ็บ และความตาย  ว่าเป็นความเป็นจริงของคนเรา
                ผมเองยังจำได้ว่าครั้งแรกที่สะเทือนใจกับการจากไปของคนไข้นั้นเป็นตอนที่อยู่ตึกเด็ก  ตอนนั้นมีเด็กเข้ามานอนป่วยสองพี่น้อง  อายุประมาณ 6-7 ปี   พ่อแม่เป็นชาวไร่ที่เมืองกาญจนบุรี  มาด้วยติดเชื้อมาเลเรีย   ซึ่งมีอาการหนักทั้งคู่มีอาการ เพ้อ  ไข้สูง  ชัก  เข้ากับมาเลเรียขึ้นสมอง  แต่สมัยนั้นตึกเด็กยังไม่มี ICU เด็ก  ทำให้เด็กทั้งคู่ต้องนอนบนตึก   เราพยายามให้ยาเต็มที่สั่งเช็ดตัวเด็กตลอด   แต่วันรุ่งขึ้นเด็กคนพี่เสียชีวิตลงจากการชักตลอดแต่คนน้องตอนหลังหายดี   การเสียชีวิตของเด็กคนนี้เป็นครั้งแรกที่ผมเศร้าใจมากเพราะเป็นคนไข้ที่ผมดูแลอยู่   ดังนั้นชีวิตหมอนั้นจิตใจต้องมีความเมตตาแต่อ่อนแอไม่ได้   ต้องคิดว่าเราทำให้ดีที่สุดกับคนไข้  แต่ชีวิตนั้นคงเป็นไปตามกรรมของแต่ละคน   หมอที่จบใหม่ๆ บางครั้งถ้าตั้งสติไม่ดีอาจจะช็อกกับสภาพแบบนี้   ทำให้หมดกำลังใจไปเลยก็มี    ให้คิดเสมอว่าเราทำดีและหวังดีที่สุดแล้ว    ซึ่งจะทำให้เราอยู่ในสภาพของการเป็นหมอต่อไปได้

edit @ 20 Sep 2012 16:42:13 by หมอเม้ง